|
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ทรงเป็นนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสำคัญยิ่งพระองค์หนึ่งที่ชาวไทยและชาวโลกยกย่องสดุดีพระเกียรติคุณ
ดังจะเห็นว่า ในขณะที่ทรงส่งเสริมราษฎรในชนบทให้ทำงานศิลปาชีพ
เพื่อให้มีรายได้เสริม มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ก็ทรงสร้างงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพร้อมกันไปด้วย
เช่น โครงการป่ารักน้ำ สวนป่าสิริกิติ์ บ้านเล็กในป่าใหญ่
โครงการราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า เป็นต้น
โครงการศิลปาชีพที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ ทรงส่งเสริมให้ราษฎรตามภูมิภาคต่างๆ
ของประเทศทำงานหัตกรรมอยู่กับบ้าน ให้ใช้วัสดุในท้องถิ่น
ทำงานฝีมือตามศิลปะและวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่นั้น
นอกจากทรงฟื้นฟูและอนุรักษ์ศิลปะหัตถกรรมพื้นบ้านของแต่ละภาคให้คงอยู่แล้ว
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ยังได้พระราชทานพระราชดำริให้ราษฎรอนุรักษ์พันธุกรรมพืชที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในงานศิลปาชีพ
เช่น ย่านลิเภา หวาย ไม้ไผ่ โมกมัน ฯลฯ และปลูกพืชสมุนไพรป่า สมุนไพรบ้าน
พร้อมทั้งให้ความรู้ในการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรในการรักษาโรคต่างๆ
ย่านลิเภาเป็นพืชเศรษฐกิจ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
ถวายชัยมงคลในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต
เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๒๔
ความตอนหนึ่งว่า..."ย่านลิเภานี้เป็นศิลปะเก่าแก่ของบรรพบุรุษของเรา
แล้ววัตถุดิบนี้ก็เกิดขึ้นเองภายในประเทศ คือทางภาคใต้ที่ฝนมาก
ตัวย่านลิเภานั่นก็คือเป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง ที่ขึ้นเอง รกโดยธรรมชาติใต้ต้นยาง
ใต้สวนยาง ปิดดินให้ชุ่มชื่น และที่ภาคใต้ใช้ได้ดี เพราะว่าฝนตกมากทำให้เกิดความเหนียว
ทำให้เส้นเหนียว แล้วก็อยู่ได้เป็นร้อยปี
อันนี้ที่คนญี่ปุ่นว่าเป็นลักษณะพิเศษของย่านลิเภา
ถ้าแม้นว่าทิ้งให้แก่กับต้นแล้ว
ใยเรียกว่าพูดได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเมืองไทย..."
ผลิตภัณฑ์ย่านลิเภาเป็นงานฝีมือชั้นเยี่ยมของราษฎรภาคใต้
ทำกันมาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์
แล้วแพร่หลายจากนครศรีธรรมราชเข้ามาในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ ๒
และได้รับความนิยมมากในสมัยรัชกาลที่ ๕
เจ้านายฝ่ายในและขุนนางชอบสั่งทำกระเป๋าย่านลิเภาจากนครศรีธรรมราชกันมาก
เมื่อสมัยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงส่งเสริมให้สมาชิกศิลปาชีพในภาคใต้ฟื้นฟูงานจักสานย่านลิเภาขึ้นมาใหม่
พระราชทานคำแนะนำให้พัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อยๆ จนงดงาม
ทรงรับซื้อผลิตภัณฑ์ย่านลิเภาให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ
สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นำออกจำหน่าย
ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งจากชาวไทยและชาวต่างประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยในการนำย่านลิเภามาเป็นวัตถุดิบในงานศิลปาชีพเป็นจำนวนมาก
จึงพระราชทานพระราชดำริให้ราษฎรภาคใต้ปลูกย่านลิเภาคืนธรรมชาติ
เพื่ออนุรักษ์ย่านลิเภามิให้สูญพันธุ์
เมื่อเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่ทักษิณราชนิเวศน์ เพื่อเยี่ยมราษฎร
ก็เสด็จพระราชดำเนินไปทดอดพระเนตรพื้นที่ที่ย่านลิเภาขึ้นเองตามธรรมชาติ
ดังพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ
ถวายชัยมงคลในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม
พ.ศ.๒๕๒๗ ความตอนหนึ่งว่า
"...การเก็บย่านลิเภานี่เป็นของจำเป็นมาก ที่จะต้องเก็บเป็น
วิธีเก็บทำอย่างไรถึงจะเก็บได้อยู่นาน และสามารถส่งมาสนับสนุนทางกรุงเทพฯ
โดยที่ไม่กรอบและแตก ขาดไปเสียก่อน การที่เราทดลองปลูกย่านลิเภา
เพราะว่าใช้อย่างเดียว ก็นับวันมีแต่จะหมดไป
ก็พยายามที่จะสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูก
แล้วก็ได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้านเป็นอย่างดี ในการพยายามปลูกรักษาย่านลิเภา
นี่ข้าเพเจ้าทดลองไปดูพรุ บุกเข้าไปในพรุ โดยมีพี่น้องลูกเสือชาวบ้านกล้าหาญ
ช่วยกันลุยลงไป ขนาดใส่รองเท้ายางหนายังโดนหนามตำทะลุเกือบถึงที่เท้า
อันนี้เป็นเส้นลิเภาดำ ที่จะขึ้นเฉพาะในพรุหรือริมๆ พรุ
แล้วก็เพื่อดูพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่ขึ้นในพรุ
ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านในการยังชีพของเขาให้อยู่ได้ดี ลิเภาสีน้ำตาล
มักจะขึ้นบนเขา ลิเภาสีนาก ก็ขึ้นบนเขา ชาวบ้านเหล่านี้นับว่าเป็นครูอยู่ในตัว
เพราะเขาเองจะบอกได้ว่าลิเภาชนิดไหน ประไหมสุหรีจะต้องไปเก็บที่ไหนเขาจะบอกให้
ก็ได้อาศัยความสามารถ ความร่วมมือของเขา ทำให้มูลนิธิศิลปาชีพประสบความสำเร็จได้..."
|

 |
รณรงค์อนุรักษ์หวาย
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ทรงเล่าถึงวัสดุที่เป็นโครงข้างในกระเป๋าย่านลิเภาอันงดงามแต่ละใบว่า
"...ข้างในนี่เป็นโครงหวายชนิดหนึ่ง ซึ่งเคยมีมากทั่วประเทศไทย
เรียกว่าหวายหวาน
หวายชนิดเล็กที่สุดจะใช้เป็นโครงสวยงามและอยู่เป็นร้อยปี
แต่เดี๋ยวนี้เนื่องจากป่าไม้ถูกทำลายมาก
ก็อยากให้ทุกท่านสนับสนุนการรักษาป่า" สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ
พระราชทานพระราชดำริให้กรมป่าไม้ทำการเพาะกล้าหวายชนิดต่างๆ ได้แก่
หวายดำ หวายขี้เป็ด หวายตะค้าทอง หวายขริง หวายข้อดำ หวายกำพรวน
หวายงวย หวายซึ่งมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ
เพื่อรณรงค์อนุรักษ์หวายให้ราษฎรนำไปใช้ประโยชน์
เป็นการเสริมรายได้แก่ราษฎรอีกทางหนึ่ง ในปี ๒๕๓๗
เมื่อเสด็จแปรพระราชฐานไโป่ง หวายขี้เสี้ยน
แหละหวายทรายปประทับที่ทักษิณราชนิเวศน์
เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรและติดตามผลงานโครงการศิลปาชีพ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ทรงนำข้าราชบริพารและราษฎรปลูกหวายในบริเวณแปลงสาธิต
พื้นที่โครงการอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่า
สวนป่าพระนามาภิไธยภาคใต้ ส่วนที่ ๒ (ป่าบาลา-ฮาลา)
นิคมสร้างตนเองศรีสาคร อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส
ซึ่งมีเป้าหมายการปลูกในพื้นที่ ๕,๐๐๐ ไร่
ตามโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ
ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์เป็นปีที่ ๕ |
ส่งเสริมการปลูกไม้ไผ่
เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ทรงส่งเสริมงานศิลปาชีพให้แก่ราษฎรในภาคเหนือ
จนชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรดีขึ้น ทรงพระราชดำริว่า ไผ่กับหวาย
ที่นำมาให้เป็นวัสดุในการจักสานงานศิลปาชีพนั้น หวายส่วนใหญ่จะสั่งจากต่างประเทศ
เพราะในประเทศไทยมีน้อย จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ปลูกหวายมากๆ
สำหรับไม้ไผ่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ปลูกไม้ไผ่ไว้ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเกือบ ๓,๐๐๐ ไร่
เพื่อเป็นวัตถุดิบในงานศิลปาชีพ ไผ่ที่ปลูกในอำเภอปายและอำเภอปางมะผ้า
ส่วนใหญ่เป็นไผ่หกและไผ่เป๊าะ ซึ่งเหมาะกับลักษณะภูมิอากาศของสองอำเภอนั้น
ส่วนในพื้นที่บ้านห้วยมะเขือส้ม อำเภอแม่ฮ่องสอนจะปลูกไผ่ป่า ไผ่ลวก และไผ่ซาง
ต๋าวคืนถิ่น
เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรบ้านห้วยต้า หมู่ที่
๔ ตำบลนางพญา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์
ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์
เป็นหมู่บ้านทุรกันดาร สภาพื้นที่ทั่วไปเป็นภูเขาสูง
มีพื้นราบเล็กน้อยบริเวณริมห้วย
การคมนาคมติดต่อกับพื้นที่ภายนอกหมู่บ้านต้องเหดินทางโดยเรือเท่านั้น
ราษฎรส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา ทำสวน และการประมง แต่ละครอบครัวมีพื้นที่ทำกินจำกัด
ส่งผลให้ฐานะยากจน รายได้ต่ำ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ทรงทราบปัญหาของราษฎรแล้ว มีพระราชหฤทัยห่วงใยมาก
ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ราษฎรเลี้ยงกบ เลี้ยงปลาในกระชัง
พระราชทานเรือให้ราษฎรใช้เป็นพาหนะ
พระราชทานโครงการพระราชดำริให้ปลูกพืชผักไว้บริโภคในครัวเรือน
ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชแซมในนาข้าว
และปลูกพืชผักสวนครัวหลังฤดูเก็บเกี่ยว ส่งเสริมให้ปลูกพืชสมุนไพร
ไว้สำหรับรักษาโรคและพระราชทานโครงการศิลปาชีพ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทอดพระเนตรการผลิตลูกต๋าวหรือลูกชิด
ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ดั้งเดิมของจังหวัดอุตรดิตถ์ และมีมากที่บ้านห้วยต้า
แต่เนื่องจากในปัจจุบัน ต้นต๋าวเหลือน้อย เนื่องจากราษฎรนิยมตัดยอดต๋าวไปขาย
จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้ส่งเสริมการปลูกต้นต๋าว ตามโครงการป่าเปียก -
ต๋าวคืนถิ่น อันเนื่องมาจากะระราชดำริ เมื่อลดปริมารการนำเข้าต๋าวจากต่างประเทศ
ทั้งยังเป็นการสนับสนุนแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในเรื่องปลูกป่าเปียกด้วย มีการปลูกต้นต๋าวเสริมในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำและลำห้วย
เพื่อขยายแนวป่าเปียกให้เพิ่มมากขึ้น
อันจะเป็นการป้องกันไฟป่าได้อีกทางหนึ่งด้วย
อนุรักษ์พืชสมุนไพร
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
มีพระราชประสงค์ที่จะให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ในลักษณะของป่าพึ่งคน คนพึ่งป่า
พระราชทานพระราชดำริให้ราษฎรที่อยู่ในป่าลดการตัดไม้ทำลายป่า ปลูกไม้ใช้สอย
ซึ่งจะทำให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
พระราชทานโครงการปลูกพืชสมุนไพรตามพระราชดำริ ที่บ้านกาหลง อำเภอศรีสาคร
จังหวัดนราธิวาส ในพื้นที่ 5 ไร่ เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรในป่า
และสมุนไพรพื้นบ้านเพื่อการศึกษาวิจัยประโยชน์จากพืชสมุนไพร และเพื่อขยายพันธุ์
การปลูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนที่ปลูกในพื้นที่กลางแจ้งได้รวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรไว้ประมาณ 200 ชนิด เช่น
ว่านมหากาฬ อบเชย กระวาน กำแพงเจ็ดชั้น ส้มกุ้งแดง ขมิ้นดำ เจตมูลเพลิง เป็นต้น
ส่วนแปลงปลูกในพื้นที่ร่มเงาไม้ธรรมชาติประมาณ 95 ชนิด
เช่น ดาหลา กระทือช้าง กระวาน ก้างปลา เป็นต้น โดยทางนิคมสร้างตนเอง
เพาะพันธุ์ให้หน่วยราชการและสมาชิกนิคมนำไปปลูก
ทั้งฝึกอบรมให้ความรู้ในการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรแก่สมาชิกและส่งเสริมให้สมาชิกปลูกเพื่อจำหน่ายเป็นสินค้า
จะเป็นการสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกนิคมเพิ่มขึ้น
ในภาคเหนือ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯ
ให้กรมป่าไม้ดำเนินการจัดสร้างธนาคารอาหารชุมชนบ้านปงไคร้ หมู่ที่ 3
ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
กรมป่าไม้ได้รวบรวมพันธุ์ไม้ที่เป็นอาหารและสมุนไพรไว้ได้กว่า 100 ชนิด
เป็นพืชที่ใช้เป็นอาหาร 48 ชนิด เป็นพืชสมุนไพร 74 ชนิด ปลูกไว้ในพื้นที่กว่า
100 ไร่
อนุรักษ์กล้วยไม้ไทย
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรและทรงศึกษาพันธุ์ไม้ดอกไม้ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง
จังหวัดเลย เมื่อปีพุทธศักราช 2525 ได้พระราชทานนามพื้นที่ราบบนภูหลวง
ีลานหินกว้าง สามารถมองทัศนียภาพได้ชัดเจนว่า "ลานสุริยัน"
มีทุ่งดอกไม้แทรกสลับกับป่าไม้อยู่ทั่วไป ทุ่งดอกไม้บางแห่งมีความยาวถึง 2
กิโลเมตร มีกล้วยไม้ ตะไคร่น้ำ ฟองหิน
และต้นไม้แคระจำพวกเหง้าน้ำทิพย์ที่เกาะอยู่อย่างสวยงาม
พันธุ์ไม้ที่พบมีทั้งที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ พืชสมุนไพร และไม้ดอก
โดยเฉพาะกล้วยไม้ป่า อาทิ รองเท้านารีปีกแมลงปอ ที่พบแห่งเดียวในประเทศไทย
กล้วยไม้ประเภทเอื้องต่างๆ และกุหลาบ เป็นต้น
ด้วยคุณลักษณะพิเศษของลานสุริยันที่เต็มไปด้วยกล้วยไม้ป่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ จึงมีพระราชดำริให้อนุรักษ์พรรณไม้ล้ำค่าเหล่านี้ไว้
ด้วยทรงตระหนักว่า จากความสวยงามของกล้วยไม้ป่านี้เอง
ได้กลายเป็นการเลี้ยงเพื่อการค้า
ทำให้ผลกระทบต่อพันธุ์กล้วยไม้บางพันธุ์ไม่สามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้
ต้องถูกลักลอบออกจากป่า หรือจ้างวานให้ชาวบ้านเก็บออกจากป่าเป็นจำนวนมาก
โครงการคืนชีวิตกล้วยไม้ไทยสู่ไพรพฤกษ์ เพื่อสนองพระราชดำริจึงเกิดขึ้น
เมื่อปีพุทธศักราช 2538 เพื่อนำกล้วยไม้ไทยที่กำลังจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย
รวมพับพืชพรรณที่หายากจากป่าเมืองไทยได้คืนกลับสู่ธรรมชาติ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอีกมากมายหลายชนิดหลายแห่งที่เมืองไทยของเรา
ที่มาของข้อมูล : บทความโดย คุณหญิงคณิตา เลขะกุล ,วารสารพืชปลูกพื้นเมืองไทย
ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๘ ฉบับพิเศษ "เชื้อพันธุ์พืช" |